เรื่อง: ธนคม the Chronicles
ลองนึกภาพสนามแข่งที่ Toyota, Mitsubishi และ Isuzu ผลัดกันครองบัลลังก์แชมป์มาตลอด 30 ปี แล้วจู่ๆ ก็มีแบรนด์รถจีนหน้าใหม่เดินเข้ามาประกาศว่า “ขอลงแข่งด้วยคน” นั่นคือสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นในเดือนสิงหาคมนี้ เมื่อ GWM (Thailand) จับมือกับ EK Group พันธมิตรรายใหญ่ในภาคตะวันออก ตั้งทีม GWM EK Group Racing Team ส่ง GWM TANK 300 เข้าร่วมศึก Asia Cross Country Rally 2026 หรือ AXCR 2026 อย่างเป็นทางการ กลายเป็นแบรนด์รถยนต์จีนที่ทำตลาดในไทยรายแรกที่กล้าก้าวเข้าสู่สังเวียนแรลลีครอสคันทรีระดับตำนานนี้
ฟังดูเป็นแค่ข่าวประชาสัมพันธ์ธรรมดา แต่ถ้ารู้ context ของสนามนี้ จะเข้าใจทันทีว่านี่คือการเดิมพันที่กล้าหาญไม่น้อย
AXCR คือสนามแบบไหน ทำไมถึงเรียกว่าโหดที่สุดของเอเชีย
Asia Cross Country Rally จัดขึ้นครั้งแรกในปี 1996 และได้รับการรับรองจากสหพันธ์ยานยนต์นานาชาติ (FIA) ปี 2025 ที่ผ่านมาเพิ่งฉลองครบรอบ 30 ปีไปหมาดๆ ทำให้ AXCR 2026 ที่ GWM กำลังจะลงแข่งเป็นครั้งที่ 31 ของรายการ ถือเป็นหนึ่งในแรลลีมาราธอนที่เก่าแก่และทรงเกียรติที่สุดของภูมิภาค รูปแบบการแข่งขันคือ “ค่ำไหนนอนนั่น” ขับต่อเนื่องหลายวันติดผ่านภูมิประเทศที่ไม่ปรุงแต่ง ทั้งป่าทึบ โคลนลึก ร่องหิน และเส้นทางที่เปลี่ยนสภาพได้ตลอดเวลาตามสภาพอากาศ
ที่ผ่านมาสนามนี้แทบจะเป็นเวทีผูกขาดของค่ายรถญี่ปุ่นมาโดยตลอด ปีล่าสุดอย่าง AXCR 2025 ที่มีผู้เข้าแข่งขัน 44 คัน ผลการแข่งขันจบด้วยทีม Mitsubishi Ralliart คว้าแชมป์ด้วยรถ Mitsubishi Triton ด้วยเวลารวม 16 ชั่วโมง 15 นาที 12 วินาที ตามมาด้วย Toyota Gazoo Racing Thailand ที่ตามหลังไปไม่ถึง 8 นาที และอันดับ 3 เป็นของ Isuzu Suphan Yokohama Liqui Moly Racing Team พูดง่ายๆ คือ Top 3 ปีที่แล้วเป็นค่ายญี่ปุ่นล้วนๆ และถ้าย้อนดูประวัติศาสตร์ของรายการนี้ ก็แทบไม่เคยมีแบรนด์รถจีนเข้าไปแตะโพเดียมเลยสักครั้ง
นี่แหละคือสนามที่ GWM เลือกเดินเข้าไปท้าทาย
ทำไม GWM ถึงกล้าเสี่ยง
คำตอบไม่ได้มาจากความบ้าบิ่นล้วนๆ แต่มีที่มาที่ไป เพราะก่อนหน้านี้ไม่นาน GWM เพิ่งไปสร้างผลงานในศึก Taklimakan Rally 2026 ที่ประเทศจีนมาแล้ว ซึ่งเป็นหนึ่งในแรลลีทะเลทรายที่โหดที่สุดของโลก การลงสนาม AXCR ในไทยจึงเป็นการต่อยอดประสบการณ์ระดับสากลที่สั่งสมมา ไม่ใช่การกระโดดลงสนามแบบไม่มีพื้นฐาน
อีกเหตุผลสำคัญคือภาพลักษณ์ที่ GWM อยากปรับ เพราะที่ผ่านมาแบรนด์นี้ถูกมองเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านรถยนต์ไฟฟ้าและพลังงานใหม่ (xEV) เป็นหลัก การส่ง TANK 300 เครื่องยนต์ดีเซลลงสนามที่โหดที่สุดของภูมิภาค จึงเป็นการตอกย้ำว่า GWM ไม่ได้เก่งแค่เรื่องมอเตอร์ไฟฟ้า แต่มีเทคโนโลยีเครื่องยนต์สันดาปและระบบส่งกำลังที่สั่งสมมากว่า 20 ปีเช่นกัน สอดคล้องกับแนวคิดที่บริษัทประกาศไว้คือ “All Scenarios – All Powertrains – All Users” หรือการทำผลิตภัณฑ์ให้ครอบคลุมทุกสถานการณ์ ทุกขุมพลัง และทุกกลุ่มผู้ใช้
TANK 300 ในกติกา T2 คือการพิสูจน์ที่ตรงจุดที่สุด
จุดที่น่าสนใจคือ GWM เลือกส่ง TANK 300 ลงแข่งในประเภท T2 (Cross-Country Production Car) ซึ่งเป็นกติกาที่บังคับให้รถแข่งยังคงใกล้เคียงกับรถที่ขายจริงมากที่สุด ต่างจากรถแข่งแรลลีระดับ T1 ที่ปรับแต่งเครื่องยนต์และช่วงล่างได้อิสระกว่ามาก การเลือกลงแข่งใน T2 จึงเท่ากับ GWM กำลังพูดกับผู้บริโภคตรงๆ ว่า “รถที่คุณเห็นในโชว์รูมนี่แหละ ที่กำลังจะไปลุยสนามที่โหดที่สุดของเอเชีย”
ตามกติกา T2 รถแข่งจะถอดชิ้นส่วนได้เฉพาะที่กำหนด เช่น พรม บุหลังคา และวัสดุติดไฟง่าย พร้อมติดตั้งโรลบาร์และอุปกรณ์ความปลอดภัยตามมาตรฐาน FIA แต่ชิ้นส่วนสำคัญอย่างระบบส่งกำลัง ท่อ เทอร์โบชาร์จเจอร์ และระบบหล่อเย็น ต้องคงสภาพมาตรฐานจากโรงงาน ช่วงล่างปรับได้แค่โช้กอัพในตำแหน่งเดิม ส่วนระบบเบรกก็ต้องคงมาตรฐานเดิมเช่นกัน ปรับได้แค่ผ้าเบรกกับสายเบรก
TANK 300 ที่ใช้ในรุ่นจำหน่ายจริงมาพร้อมเครื่องยนต์ดีเซลเทอร์โบ 2.4 ลิตร 4 สูบ กำลังสูงสุด 181 แรงม้า แรงบิด 480 นิวตันเมตร เกียร์อัตโนมัติ 9 สปีด ระยะห่างใต้ท้องรถ 224 มม. และความสามารถลุยน้ำได้ลึกถึง 700 มม. ซึ่งเป็นสเปกที่ออกแบบมาเพื่อการันตีความสามารถออฟโรดตั้งแต่ในโรงงานอยู่แล้ว การลงแข่งใน T2 จึงไม่ใช่การเสี่ยงดวง แต่เป็นการงัดจุดแข็งที่มีอยู่แล้วออกมาพิสูจน์ให้เห็นจริง ที่สำคัญคือชิ้นส่วนปรับแต่งส่วนใหญ่ ทั้งยาง Mud Terrain วินช์ และชุดอุปกรณ์กู้ภัย สามารถหาได้จากผู้จัดจำหน่ายในประเทศไทย และงานปรับแต่งส่วนใหญ่ทำโดยช่างไทยและพาร์ตเนอร์ท้องถิ่น สะท้อนว่าทีมเทคนิคไทยก็มีศักยภาพพอจะรับมือกับมาตรฐาน FIA ได้ไม่แพ้ทีมต่างชาติ
ดรีมทีมนักแข่งที่ GWM เลือกมาเดิมพัน
สิ่งที่น่าสนใจไม่แพ้ตัวรถคือไลน์อัปนักแข่งที่ GWM EK Group Racing Team เลือกมา เพราะแทนที่จะใช้นักแข่งหน้าใหม่ล้วนๆ ทีมกลับดึงตัวนักแข่งและผู้นำทางระดับตำนานของวงการแรลลีไทยมาร่วมทีมทั้งสองคัน
รถแข่งคันหมายเลข 114 มี โอฬาร สรสิริรัตน์ นั่งตำแหน่งนักแข่ง ซึ่งมีประสบการณ์ครอสคันทรีและเอ็นดูรานซ์มากว่า 21 ปี ถือใบขับขี่สากล FIA Grade A เคยคว้าแชมป์ T2 FIA จากรายการ China Grand Rally Desert 2016 และผ่านสนามโหดอย่าง Dongchuan Debris Flow International Off-Road Rally 2019 มาแล้ว จับคู่กับผู้นำทาง สมเกียรติ น้อยจาด ซึ่งเป็นอดีตแชมป์โอเวอร์ออลล์ AXCR ปี 2011 ตัวจริง
ส่วนรถแข่งคันหมายเลข 128 มี โทวัล ธรวรรณเสน หนึ่งในตำนานวงการมอเตอร์สปอร์ตอาเซียนที่คร่ำหวอดมากว่า 37 ปี เคยเป็นนักแข่งทีมโรงงานให้แบรนด์แรลลีชั้นนำในยุค 90s-2000s และเป็นอดีตแชมป์โอเวอร์ออลล์ AXCR ปี 2000 จับคู่กับผู้นำทางรุ่นใหม่ไฟแรงอย่าง ชัพวิชญ์ จุลสันติรัตน์ เจ้าของตำแหน่ง Thailand Rally Raid Annual Champion 2025
พูดให้เห็นภาพชัดๆ คือ GWM ไม่ได้เอาแค่ “รถดี” ลงสนาม แต่ดึงอดีตแชมป์ AXCR ถึง 2 สมัย (ปี 2000 และ 2011) มาร่วมทีมพร้อมกัน นี่คือการบริหารความเสี่ยงที่ฉลาด เพราะสำหรับแบรนด์ที่ลงแข่งครั้งแรก การมีคนที่ “เคยชนะสนามนี้มาก่อน” อยู่ในทีมย่อมช่วยลดความไม่แน่นอนได้มาก ไม่ต่างจากทีมฟุตบอลใหม่ที่ทุ่มเงินซื้อตัวผู้เล่นระดับแชมป์เก่ามาการันตีผลงาน
EK Group พันธมิตรที่ไม่ได้มาแค่ในนาม
อีกฝั่งของสมการนี้คือ EK Group พันธมิตรจากภาคตะวันออกที่ดำเนินธุรกิจยานยนต์มาตั้งแต่ปี 1997 และร่วมงานกับ GWM มาตั้งแต่ปี 2021 ปัจจุบันบริหารโชว์รูมและศูนย์บริการ 6 แห่งครอบคลุมระยอง จันทบุรี ชลบุรี และกรุงเทพฯ การที่ EK Group เข้าร่วมในชื่อทีมด้วย ไม่ใช่แค่การให้สปอนเซอร์ แต่สะท้อนความเข้าใจตลาดท้องถิ่นและความพร้อมด้านปฏิบัติการที่จำเป็นสำหรับการส่งทีมลงแข่งในสนามที่ต้องอาศัยทั้งโลจิสติกส์และทีมซัพพอร์ตที่แข็งแรง
รองประธานฝ่ายการตลาด GWM (Thailand) วุฒิกร สุริยะฉันทนานนท์ อธิบายเป้าหมายของการลงแข่งครั้งนี้ไว้อย่างตรงไปตรงมาว่า
“การส่ง GWM TANK 300 Diesel เข้าร่วมการแข่งขันในรายการนี้จึงไม่ได้มีเป้าหมายเพียงเพื่อการแข่งขันหรืออันดับเท่านั้น แต่คือการนำเทคโนโลยี วิศวกรรม และความแข็งแกร่งของผลิตภัณฑ์ของ GWM ไปทดสอบภายใต้สภาพแวดล้อมจริงที่สมบุกสมบัน คาดเดาไม่ได้ และพร้อมเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา เพื่อตอกย้ำความมั่นใจในคุณภาพ ความทนทาน และความปลอดภัยสูงสุดของรถยนต์ที่เราส่งมอบให้กับลูกค้า พร้อมทั้งนำข้อมูลและประสบการณ์จากสนามแข่ง กลับมาต่อยอดพัฒนาผลิตภัณฑ์ของเราในอนาคต”
คำพูดนี้สะท้อนแนวคิดที่ตรงไปตรงมา คือมองการแข่งขันเป็น “ห้องทดลองเคลื่อนที่” มากกว่าจะมองแค่เรื่องถ้วยรางวัลหรือการตลาดผิวเผิน ซึ่งถ้าทำได้จริงตามที่พูดไว้ ก็จะเป็นประโยชน์ทั้งต่อแบรนด์และผู้บริโภคที่จะได้รถที่ผ่านการพิสูจน์จากสนามจริง
เส้นทางมหาโหด 2,000 กิโลเมตร ที่รอพิสูจน์ทุกอย่าง
AXCR 2026 กำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 10-15 สิงหาคม 2569 รวม 6 วัน ระยะทางกว่า 2,000 กิโลเมตร เริ่มจากพัทยา ผ่านปราจีนบุรี นครสวรรค์ กำแพงเพชร ก่อนไปสิ้นสุดที่พิษณุโลก เส้นทางเต็มไปด้วยโคลนลึก ร่องทางวิบาก และกรวดหิน ซึ่งจากประสบการณ์ปีก่อนๆ พบว่าเส้นทางแบบนี้สร้างความเสียหายให้รถแข่งได้หนักมาก อย่างในปี 2025 จากผู้เข้าแข่งขัน 44 คัน มีถึง 13 คันที่โดนปรับโทษเวลาเกิน 10 ชั่วโมงจากอุบัติเหตุ รถคว่ำ ยางแตก ช่วงล่างหัก หรือติดหล่มกลางทาง นี่คือระดับความโหดที่ทีม GWM EK Group ต้องเตรียมตัวรับมือให้ดี
ความท้าทายที่ซ่อนอยู่หลังความกล้าหาญ
ต้องยอมรับตรงๆ ว่าแม้ GWM จะเตรียมทีมมาอย่างรอบคอบ ทั้งรถที่เชื่อมั่นในสเปกออฟโรด ดรีมทีมนักแข่งระดับแชมป์เก่า และพันธมิตรท้องถิ่นที่แข็งแกร่ง แต่การแข่งขันครั้งแรกในสนามที่คู่แข่งอย่าง Toyota, Mitsubishi และ Isuzu สั่งสมประสบการณ์และข้อมูลเส้นทางมานานหลายสิบปี ก็ยังเป็นเดิมพันที่มีความเสี่ยงสูงอยู่ดี ทีมญี่ปุ่นเหล่านี้ไม่ได้แค่มีรถที่ดี แต่มีทั้งทีมวิศวกรที่เข้าใจสภาพเส้นทางไทยมาหลายสิบปี มีเครือข่ายซัพพอร์ตที่แน่นกว่า และมีข้อมูลสถิติสะสมที่ทีมหน้าใหม่ไม่มีทางมีได้ในปีแรก
นอกจากนี้ ภาพลักษณ์ของรถยนต์ออฟโรดในใจผู้บริโภคไทยยังผูกติดกับแบรนด์ญี่ปุ่นมาอย่างยาวนาน การจะเปลี่ยนความเชื่อนี้ด้วยผลงานในสนามแข่งเพียงปีเดียวคงเป็นเรื่องยาก แต่ก็ต้องให้เครดิตว่าอย่างน้อย GWM ก็เลือกวิธีพิสูจน์ตัวเองด้วยการลงสนามจริง ไม่ใช่แค่พูดในโฆษณา ซึ่งเป็นแนวทางที่ตรงไปตรงมาและวัดผลได้ชัดเจนกว่าการตลาดทั่วไปมาก
คำถามที่น่าติดตามต่อไปคือ TANK 300 กับทีมดรีมทีมที่ GWM เตรียมมา จะสามารถเบียดขึ้นไปแตะ Top 5 หรือ Top 10 ได้หรือไม่ในการลงสนามครั้งแรก และถ้าทำผลงานได้ดี จะเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้แบรนด์รถจีนรายอื่นๆ กล้าตามรอยลงสนามแรลลีระดับนี้บ้างหรือเปล่า
สรุป
การที่ GWM กล้าเดินเข้าไปท้าทายสนามที่ค่ายญี่ปุ่นครองมา 30 ปี ไม่ใช่แค่ข่าวประชาสัมพันธ์ธรรมดา แต่เป็นการวางเดิมพันเชิงกลยุทธ์ที่มีทั้งความกล้าและการคำนวณมาอย่างรอบคอบ ตั้งแต่การเลือกรถที่มีสเปกออฟโรดพร้อมอยู่แล้ว การลงแข่งในกติกา T2 ที่ใกล้เคียงรถขายจริง ไปจนถึงการดึงดรีมทีมนักแข่งระดับแชมป์เก่ามาร่วมทัพ สิ่งที่เหลือคือการรอดูผลงานจริงบนเส้นทาง 2,000 กิโลเมตรที่พัทยา-พิษณุโลกในเดือนสิงหาคมนี้ ว่าความกล้าหาญครั้งนี้จะกลายเป็นประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของแบรนด์รถจีนในไทย หรือจะเป็นแค่บทเรียนราคาแพงสำหรับการลงสนามครั้งแรก
ผู้ที่สนใจติดตามความเคลื่อนไหวของทีม GWM EK Group Racing Team สามารถติดตามได้ที่ Facebook Page: GWM Thailand
#GWMThailand #TANK300 #AXCR2026 #GWMEKGroup #AsiaCrossCountryRally #theChroniclesThailand
วงการยานยนต์ไม่เคยหยุดนิ่ง… และเราก็เช่นกัน — The Chronicles —
🔵 Facebook → theChronicles.Autos&Sports 🎵 TikTok → @theChronicles.th 🌐 Website → thechronicles.in.th 🐦 X → @theChroniclesTH
