เรียบเรียงเขียนเรื่องโดย ธนคม the Chronicles
ลองคิดดูว่าเมืองที่จัดงานวิ่งระดับโลกส่วนใหญ่คือมหานครใหญ่ ไม่ว่าจะโตเกียว บอสตัน เบอร์ลิน ลอนดอน หรือนิวยอร์ก แต่ในไทย มาราธอนระดับ Gold Label หนึ่งเดียวของประเทศ กลับไม่ได้อยู่ที่กรุงเทพฯ หรือเมืองท่องเที่ยวชื่อดังอย่างเชียงใหม่หรือภูเก็ต แต่อยู่ที่ “บุรีรัมย์” จังหวัดอีสานที่เมื่อ 15 ปีก่อนแทบไม่มีใครนึกถึงในฐานะจุดหมายปลายทางด้านกีฬา นี่คือมุมที่ทำให้บุรีรัมย์ มาราธอน น่าสนใจกว่างานวิ่งทั่วไป และตอนนี้งานนี้กำลังจะก้าวเข้าสู่ทศวรรษที่ 2 อย่างเป็นทางการ
งานแถลงข่าว “บุรีรัมย์ มาราธอน 2027 พรีเซนเต็ด บาย น้ำแร่ธรรมชาติตราช้าง” จัดขึ้นเมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม 2569 ที่ The Stories Square ชั้น G, One Bangkok ประกาศกำหนดจัดการแข่งขันวันเสาร์ที่ 23 มกราคม 2570 ภายใต้ธีมใหม่ “Beat the Night, Run the Light” คาดนักวิ่งและผู้ติดตามรวมกันทะลุแสนคน
ทำไมบุรีรัมย์ถึงเป็นเมืองมาราธอนระดับโลกได้
จุดที่หลายคนอาจไม่รู้คือ บุรีรัมย์ มาราธอน ซึ่งจัดขึ้นครั้งแรกในปี 2560 เป็นงานวิ่งมาราธอนแรกและงานเดียวของไทยที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน World Athletics Gold Label ซึ่งเป็นระดับที่กำหนดเกณฑ์เข้มงวดมาก ทั้งจำนวนชาตินักวิ่งที่ต้องทำเวลาได้ตามเกณฑ์ที่กำหนด เส้นทางที่ต้องปิดการจราจรทั้งหมดและวัดระยะตามมาตรฐานสากล ระบบจับเวลาอิเล็กทรอนิกส์เต็มรูปแบบ และการจัดการที่คำนึงถึงผลกระทบสิ่งแวดล้อม พูดง่ายๆ คือ นี่ไม่ใช่งานวิ่งท้องถิ่นที่จัดขึ้นเพื่อการท่องเที่ยว แต่เป็นงานที่นักวิ่งทั่วโลกใช้อ้างอิงสถิติเพื่อไปควอลิฟายงานวิ่งระดับตำนานอย่าง Boston Marathon ได้จริง
การที่จังหวัดขนาดกลางในภาคอีสานสร้างมาตรฐานระดับนี้ขึ้นมาได้ ส่วนหนึ่งต้องยกให้วิสัยทัศน์ของ เนวิน ชิดชอบ ประธานสนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต ที่ใช้สนามแข่งรถระดับโลกที่มีอยู่แล้วเป็นจุดสตาร์ท ต่อยอดจากโครงสร้างพื้นฐานที่เคยลงทุนไว้เพื่อวงการมอเตอร์สปอร์ต มาปรับใช้กับกีฬาวิ่งได้อย่างลงตัว กลายเป็นโมเดลที่พิสูจน์ว่าเมืองรองก็สร้างอีเวนต์ระดับโลกได้ ถ้ามีการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานที่ถูกทิศทางและใช้ซ้ำได้คุ้มค่า
ตัวเลขเศรษฐกิจที่พิสูจน์ว่านี่ไม่ใช่แค่งานวิ่งเพื่อสุขภาพ
นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เปิดเผยว่าตลอด 10 ปีที่ผ่านมา บุรีรัมย์ มาราธอน สร้างรายได้หมุนเวียนทางเศรษฐกิจกว่า 5,200 ล้านบาท ซึ่งเมื่อเทียบกับตัวเลขปี 2568 ที่จัดฉลองครบรอบ 10 ปีและสร้างรายได้หมุนเวียนในปีเดียวราว 966.5 ล้านบาท ก็สะท้อนว่าอัตราการเติบโตของงานนี้เร่งขึ้นเรื่อยๆ ในช่วงหลัง ไม่ใช่แค่ทรงตัว
ตัวเลขนี้สำคัญเพราะมันคือหลักฐานที่จับต้องได้ว่า Sports Tourism ไม่ใช่แค่คำสวยหรูในสไลด์นำเสนอ แต่สร้างรายได้จริงให้ธุรกิจโรงแรม ร้านอาหาร และผู้ประกอบการท้องถิ่นในจังหวัดที่ก่อนหน้านี้ไม่เคยมีชื่อในแผนที่ท่องเที่ยวหลักของไทยเลย
Beat the Night ทำไมต้องวิ่งกลางคืน
อีกจุดที่ทำให้บุรีรัมย์ มาราธอน ต่างจากงานวิ่งทั่วไปคือรูปแบบ “ไนท์รัน” ขณะที่มาราธอนส่วนใหญ่ในโลกจัดตอนเช้าตรู่เพื่อหนีแดด บุรีรัมย์เลือกจัดในช่วงเย็นถึงค่ำ ออกสตาร์ทจากสนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต และเข้าเส้นชัยที่สนามช้างอารีนา ปีนี้ยกระดับด้วยธีม “Beat the Night, Run the Light” ที่จะใส่แสงนีออนลงไปทั้งเสื้อแข่งขัน เสื้อฟินิชเชอร์ และเหรียญรางวัล เปลี่ยนบรรยากาศให้เหมือนเทศกาลดนตรีมากกว่างานวิ่งทั่วไป ซึ่งตอบโจทย์สภาพอากาศร้อนของไทยได้ตรงจุด และยังเป็นจุดขายที่แตกต่างจากงานวิ่งกลางวันทั่วไปด้วย
การแข่งขันปีนี้แบ่ง 4 ระยะ ได้แก่ มาราธอน 42.195 กม., ฮาล์ฟมาราธอน 21.1 กม., มินิมาราธอน 10 กม. และฟันรัน 4.554 กม.
จาก Local สู่ Global เส้นทางที่ไม่ได้มีแค่เหรียญรางวัล
นายโชติชนก ชิดชอบ ผู้อำนวยการการแข่งขัน บุรีรัมย์ มาราธอน ระบุว่าความสำเร็จสำคัญของปีที่ผ่านมาคือการส่งนักวิ่งไทยไปสร้างผลงานในโตเกียว มาราธอน 2026 ได้สำเร็จ และในปี 2027 นี้ยังคงเดินหน้าสนับสนุนนักวิ่งไทยที่ไม่ใช่ทีมชาติ 10 อันดับแรกทั้งชายและหญิงให้ได้ไปแข่งขัน Tokyo Marathon 2028 โดยออกค่าสมัคร ค่าเดินทาง และที่พักให้ทั้งหมด นี่คือกลไกที่ทำให้บุรีรัมย์ มาราธอนไม่ได้เป็นแค่จุดหมายปลายทางของนักวิ่งต่างชาติที่บินมาไทย แต่เป็นสะพานส่งนักวิ่งไทยธรรมดาที่ไม่ใช่นักกีฬาทีมชาติให้มีโอกาสไปยืนในสนามระดับโลกด้วยเช่นกัน
เนวิน ชิดชอบ ประธานสนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต กล่าวถึงเป้าหมายของทศวรรษที่ 2 ไว้อย่างน่าสนใจว่า
“เป้าหมายของบุรีรัมย์ มาราธอน ในทศวรรษที่ 2 คือการไม่หยุดพัฒนาและจะไม่แข่งกับใคร นอกจากแข่งขันกับตัวเอง เพื่อให้ทุกปีดีกว่าปีที่ผ่านมา และก้าวจาก World Class สู่ Marathon Destination หรือการเป็นจุดหมายปลายทางของนักวิ่งจากทั่วโลก ขณะที่สิ่งที่จะไม่เปลี่ยนคือมาตรฐานการจัดการแข่งขันและความปลอดภัย เสน่ห์ของคนบุรีรัมย์และกองเชียร์ ตลอดจนการรับฟังเสียงของนักวิ่งทุกคน”
คำพูดนี้น่าสนใจตรงที่ไม่ได้พูดถึงคู่แข่งเลยแม้แต่น้อย ทั้งที่จริงๆ แล้วบุรีรัมย์กำลังแข่งขันกับมาราธอนระดับโลกอื่นๆ ทางอ้อมเพื่อแย่งชิงนักวิ่งต่างชาติ แต่การวางกรอบว่า “แข่งกับตัวเอง” ก็สะท้อนทิศทางที่มั่นคง ไม่ใช่การไล่ตามกระแสหรือลอกโมเดลจากที่อื่น
ความท้าทายของทศวรรษที่ 2
คำถามที่น่าติดตามคือ เมื่อบุรีรัมย์ มาราธอน ผ่านจุดพิสูจน์ตัวเองในทศวรรษแรกมาแล้ว ทศวรรษที่ 2 จะรักษาการเติบโตนี้ได้อย่างไร โดยเฉพาะเมื่อจังหวัดอื่นๆ ในไทยก็เริ่มเห็นโมเดลนี้และพยายามสร้างงานวิ่งของตัวเองเพื่อดึงนักท่องเที่ยวเช่นกัน สิ่งที่จะทำให้บุรีรัมย์ยังคงเป็นเบอร์ 1 ต่อไปได้ ไม่ใช่แค่เรื่องสเกลของงานหรือเงินรางวัล แต่คือการรักษามาตรฐาน Gold Label ที่ได้มา และต้องพัฒนาต่อเนื่องเพื่อไม่ให้ถูกลดระดับ ขณะเดียวกันกระแส “เสน่ห์ของกองเชียร์ชาวบุรีรัมย์” ที่ผู้บริหารพูดถึงบ่อยครั้ง ก็เป็นสิ่งที่ลอกเลียนแบบยากที่สุด เพราะเป็นทุนทางสังคมที่สร้างจากความร่วมมือของคนทั้งจังหวัดจริงๆ ไม่ใช่แค่การจัดการอีเวนต์
สรุป
บุรีรัมย์ มาราธอน 2027 จึงไม่ใช่แค่งานวิ่งประจำปีธรรมดา แต่เป็นกรณีศึกษาที่น่าสนใจของการพัฒนาเมืองรองให้กลายเป็นจุดหมายปลายทางระดับโลกผ่านกีฬา โดยอาศัยโครงสร้างพื้นฐานที่มีอยู่แล้วจากวงการมอเตอร์สปอร์ต ผสมกับความร่วมมือของคนในพื้นที่ที่สร้างเสน่ห์เฉพาะตัวขึ้นมา ในวันที่ 23 มกราคม 2570 คงต้องรอดูว่าบุรีรัมย์จะรักษาสถานะจังหวัดที่มีมาราธอนระดับโลกหนึ่งเดียวของไทยไว้ได้อย่างไร ท่ามกลางคู่แข่งที่กำลังพยายามตามรอยความสำเร็จนี้เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
ผู้สนใจสมัครเข้าร่วมการแข่งขันสามารถลงทะเบียนแบบ On-Site ได้ก่อนเปิดรับสมัครออนไลน์วันที่ 25 กรกฎาคม 2569 สำหรับนักวิ่งเก่า และวันที่ 26 กรกฎาคม 2569 สำหรับนักวิ่งทั่วไป ผ่านเว็บไซต์ Buriram Marathon และ Running Connect ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่แฟนเพจ Buriram Marathon
#BuriramMarathon2027 #BeatTheNightRunTheLight #สนามช้าง #เนวินชิดชอบ #SportsTourism #theChroniclesThailand
วงการยานยนต์ไม่เคยหยุดนิ่ง… และเราก็เช่นกัน — The Chronicles —
🔵 Facebook → theChronicles.Autos&Sports 🎵 TikTok → @theChronicles.th 🌐 Website → thechronicles.in.th 🐦 X → @theChroniclesTH
