The Chronicles

OMODA & JAECOO ทะยานอันดับ 1 แบรนด์จีนเดือนสิงหาคม 2569 ยอด 4,004 คัน แซงเพื่อนร่วมสนามได้ยังไง?

OMODA & JAECOO ครองอันดับ 1 ยอดจดทะเบียนรถยนต์นั่งส่วนบุคคลแบรนด์จีนประจำเดือนสิงหาคม 2569 คว้าอันดับ 3 รวมทุกแบรนด์ด้วยยอดรวม 4,004 คัน 

เรียบเรียงเขียนเรื่องโดย ธนคม the Chronicles Thailand

ในตลาดรถยนต์ไทยที่แบรนด์จีนแห่กันเข้ามาปักหมุดกันเป็นแถว การจะยืนหนึ่งได้แม้แค่เดือนเดียวก็ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะคู่แข่งแต่ละเจ้าต่างมีดีของตัวเอง แต่เดือนสิงหาคม 2569 ที่ผ่านมา ชื่อที่โผล่ขึ้นมาเป็นเบอร์หนึ่งของค่ายรถสัญชาติมังกรในไทยกลับเป็น OMODA & JAECOO ด้วยยอดจดทะเบียนรถยนต์นั่งส่วนบุคคลรวม 4,004 คัน เติบโตขึ้นจากเดือนกรกฎาคม 2569 ถึง 23.16% แบบเดือนต่อเดือน และยังไต่ขึ้นไปแตะ อันดับ 3 ของตลาดรถยนต์นั่งส่วนบุคคลรวมทุกแบรนด์ในไทย อีกด้วย

ฟังดูเป็นตัวเลขที่สวยหรู แต่คำถามที่ The Chronicles อยากชวนคิดต่อคือ อะไรที่ทำให้แบรนด์ซึ่งเพิ่งเข้าตลาดไทยได้ไม่กี่ปีนี้ ไต่อันดับขึ้นมาเร็วขนาดนี้ และตัวเลขที่ว่า “อันดับ 3 รวมทุกแบรนด์” นั้น มันแข็งแรงจริงแค่ไหนเมื่อเทียบกับภาพรวมทั้งตลาด

ตัวเลขที่พูดแทนทุกอย่าง

ก่อนจะไปไกลกว่านี้ ต้องเข้าใจก่อนว่าตลาดรถยนต์นั่งส่วนบุคคลไทยเดือนสิงหาคม 2569 มีการจดทะเบียนรวมกันราว 62,204 คัน โดย Toyota ยังคงนั่งแท่นเบอร์หนึ่งด้วยยอดกว่า 20,995 คัน ตามมาด้วย Honda ที่ 5,499 คัน และ Isuzu 5,052 คัน ส่วน OMODA & JAECOO ตามมาติดๆ ด้วย 4,004 คัน

ทีนี้พอมองเฉพาะกลุ่มรถยนต์นั่งส่วนบุคคล (ไม่นับรวมรถกระบะเชิงพาณิชย์ ซึ่งเป็นสนามที่ Isuzu และ Toyota Hilux ครองพื้นที่แบบเบ็ดเสร็จ) OMODA & JAECOO ก็ไต่ขึ้นมาอยู่อันดับ 3 ได้จริง แซงหน้าแบรนด์จีนด้วยกันแทบทุกเจ้าในสนามรบเดียวกัน ทั้ง MG (3,274 คัน) GWM (2,934 คัน) BYD (2,591 คัน) Geely (2,069 คัน) และ GAC AION (1,523 คัน)

พูดง่ายๆ คือในบรรดารถจีนที่ขายในไทยตอนนี้ ไม่ว่าจะเป็นเจ้าเก่าที่มาก่อนอย่าง MG หรือเจ้าใหญ่ระดับโลกอย่าง BYD เดือนนี้ไม่มีใครขายได้มากกว่า OMODA & JAECOO เลยสักเจ้าเดียว

อันดับแบรนด์ยอดจดทะเบียน ส.ค. 2569
1OMODA & JAECOO4,004 คัน
2MG3,274 คัน
3GWM2,934 คัน
4BYD2,591 คัน
5Geely2,069 คัน
6GAC AION1,523 คัน

พระเอกตัวจริงคือ JAECOO 5 EV

ถ้าจะบอกว่าทั้งบริษัทแบกยอดขายไว้ด้วยรถรุ่นเดียวก็คงไม่ผิดนัก เพราะจากยอดจดทะเบียนทั้งหมดในเดือนสิงหาคม JAECOO 5 EV กินสัดส่วนไปถึง 65.31% ของยอดขายทั้งแบรนด์ นั่นแปลว่าในรถ OMODA & JAECOO ที่จดทะเบียนใหม่ 10 คัน จะมีมากกว่า 6 คันเป็น JAECOO 5 EV คันเดียว

ความน่าสนใจของ JAECOO 5 EV ไม่ได้มีแค่หน้าตาที่ดีไซน์ทรง Compact SUV แนวลุยๆ แบบเดียวกับพี่ใหญ่ JAECOO 7 แต่ราคาที่เปิดมาตั้งแต่ระดับ 5.89 แสนบาท ไปจนถึงรุ่นท็อป Ultra ที่ราวๆ 6.6-6.7 แสนบาท พร้อมแบตเตอรี่ขนาด 60.93 kWh วิ่งได้ไกลสุดถึง 480 กิโลเมตรต่อการชาร์จเต็ม และรองรับการชาร์จเร็ว DC สูงสุดถึง 130 kW คือจุดที่ทำให้มันกลายเป็นตัวเลือกที่ “คุ้มจนตัดสินใจง่าย” สำหรับกลุ่มคนรุ่นใหม่และครอบครัวที่มองหา EV คันแรกในชีวิต

อีกจุดที่ปฏิเสธไม่ได้ว่าเป็นแต้มต่อสำคัญคือ JAECOO 5 EV หลายรุ่นย่อยประกอบในประเทศแบบ CKD จากโรงงานที่จังหวัดระยอง ซึ่งเดินสายการผลิตและเริ่มส่งมอบรถล็อตแรกที่ผลิตในไทยมาตั้งแต่ช่วงกลางปี 2569 นี่คือจังหวะที่สอดคล้องกับกระแสนโยบายส่งเสริม EV ของรัฐบาลไทยที่ผลักดันให้ค่ายรถลงทุนตั้งฐานการผลิตในประเทศ ไม่ใช่แค่นำเข้ามาขายอย่างเดียว

เบื้องหลังความไว้ใจ: เครือข่าย 100+ แห่ง และ Lifetime Warranty

ถ้าตัวรถคือสิ่งที่ดึงคนให้เดินเข้าโชว์รูม สิ่งที่ทำให้คนตัดสินใจโอนเงินคือความมั่นใจว่า “ซื้อไปแล้วจะไม่ทิ้งกัน” ซึ่งเป็นจุดที่แบรนด์รถจีนหลายเจ้าเคยเจ็บมาก่อนในตลาดไทย เพราะปัญหาเรื่องอะไหล่และศูนย์บริการที่ตามไม่ทันการเติบโตของยอดขาย

OMODA & JAECOO เลือกเล่นเกมนี้ด้วยการขยายเครือข่ายโชว์รูมและศูนย์บริการให้ครอบคลุมกว่า 100 แห่งทั่วประเทศ พร้อมมอบ Lifetime Warranty Package ที่ครอบคลุมแบตเตอรี่ มอเตอร์ และระบบควบคุมไฟฟ้าตลอดอายุการใช้งาน ซึ่งถือเป็นการยิงตรงเข้าจุดที่คนไทยกังวลที่สุดเวลาจะซื้อรถ EV จากแบรนด์หน้าใหม่ นั่นคือ “แบตเสื่อมแล้วใครรับผิดชอบ” และ “ถ้ารถมีปัญหาจะหาช่างซ่อมได้จากที่ไหน”

พูดตรงๆ นี่ไม่ใช่แค่กลยุทธ์การตลาด แต่คือการแก้โจทย์ความไม่ไว้วางใจที่เป็นอุปสรรคใหญ่ที่สุดของรถจีนในสายตาผู้บริโภคไทยมาโดยตลอด และดูเหมือนตัวเลขยอดขายเดือนสิงหาคมจะเป็นเครื่องพิสูจน์ว่ากลยุทธ์นี้เริ่มเห็นผล

“อันดับ 3 รวมทุกแบรนด์” ต้องอ่านให้ลึกกว่าตัวพาดหัว

ฟังดูดี แต่ต้องชวนดูรายละเอียดกันสักนิด เพราะคำว่า “อันดับ 3 รวมทุกแบรนด์” ในที่นี้หมายถึงอันดับ 3 เฉพาะกลุ่ม รถยนต์นั่งส่วนบุคคล เท่านั้น ถ้านับรวมทุกประเภทรถทั้งตลาดรวมถึงรถกระบะเชิงพาณิชย์ Isuzu ที่ขายกระบะ D-Max เป็นหลักจะยังมียอดรวมสูงกว่า OMODA & JAECOO อยู่ ดังนั้นตัวเลขอันดับ 3 นี้ควรเข้าใจในบริบทที่ถูกต้องว่าเป็นการแข่งกันในสนามรถเก๋ง-เอสยูวี ไม่ใช่ภาพรวมตลาดรถทุกประเภททั้งหมด — ซึ่งถึงจะแคบลงมาหน่อย แต่ก็ยังเป็นความสำเร็จที่น่าจับตา เพราะสนามนี้เต็มไปด้วยคู่แข่งเจ้าถิ่นอย่าง Honda ที่อยู่มานานหลายสิบปี

อีกคำถามที่ต้องจับตาต่อจากนี้คือความเสี่ยงจากการ “พึ่งพารถรุ่นเดียว” เมื่อ JAECOO 5 EV แบกยอดขายไว้ถึง 65.31% ของทั้งแบรนด์ นั่นแปลว่าความสำเร็จของ OMODA & JAECOO ในตอนนี้ผูกติดกับความนิยมของรถรุ่นนี้ค่อนข้างมาก หากมีคู่แข่งรุ่นใหม่ในเซกเมนต์เดียวกันเข้ามาชิงส่วนแบ่งตลาด หรือกระแสความนิยมเริ่มแผ่วลงตามวงจรชีวิตผลิตภัณฑ์ทั่วไป ก็เป็นโจทย์ที่ OMODA & JAECOO ต้องเตรียมไม้ตายรุ่นถัดไปไว้ล่วงหน้า ไม่ใช่ฝากความหวังไว้กับรถคันเดียวตลอดไป

สนามรบรถจีนในไทย ไม่มีใครนิ่งเฉย

อีกมุมที่ต้องพูดถึงคือ ตลาด EV และรถจีนในไทยตอนนี้คือสมรภูมิที่ดุเดือดที่สุดแห่งหนึ่งของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ทุกแบรนด์กำลังเล่นเกมราคาและสงครามสเปกกันอย่างหนัก BYD ที่เคยเป็นเบอร์หนึ่งของ EV จีนในไทยด้วยเครือข่ายและงบการตลาดมหาศาล กลับมียอดจดทะเบียนเดือนสิงหาคมเพียง 2,591 คัน ตามหลัง OMODA & JAECOO ไปพอสมควร ขณะที่ MG เจ้าเก่าแก่ที่สุดในตลาดไทยก็ยังคงรักษาฐานลูกค้าไว้ได้ที่ 3,274 คัน

สิ่งที่น่าสนใจคือทุกแบรนด์ต่างงัดกลยุทธ์คนละแบบ บางเจ้าเน้นราคาถูกสุดในตลาด บางเจ้าเน้นเครือข่ายบริการ บางเจ้าเน้นเทคโนโลยีล้ำ ส่วน OMODA & JAECOO ดูจะเลือกเล่นทางสายกลางที่ผสมทั้งราคาที่จับต้องได้ ดีไซน์ที่โดนใจคนรุ่นใหม่ และการการันตีหลังการขายที่หนักแน่น ซึ่งเป็นสูตรที่พิสูจน์แล้วว่าได้ผลอย่างน้อยก็ในเดือนนี้

คำถามที่ต้องจับตาต่อจากนี้

การเติบโต 23.16% ในเดือนเดียวเป็นสัญญาณที่ดี แต่ตลาดรถยนต์ไทยเองก็ยังอยู่ในช่วงที่มีความไม่แน่นอนสูง ทั้งเรื่องกำลังซื้อผู้บริโภคที่ยังฟื้นตัวไม่เต็มที่ การแข่งขันด้านราคาที่ดุเดือดจนบางแบรนด์ต้องยอมขาดทุนเพื่อแย่งส่วนแบ่งตลาด รวมถึงนโยบายภาครัฐเรื่องมาตรการสนับสนุน EV ที่อาจเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา คำถามที่ควรเก็บไว้ถามต่อในเดือนหน้าและเดือนถัดๆ ไปคือ ตัวเลข 4,004 คันนี้เป็นแค่จุดพีคชั่วคราวจากแรงส่งของการเปิดตัวรุ่นใหม่ หรือเป็นสัญญาณของการยืนระยะในระยะยาวกันแน่ และเมื่อคู่แข่งแต่ละเจ้าเริ่มปรับกลยุทธ์ตามเกม OMODA & JAECOO จะยังรักษาตำแหน่งเบอร์หนึ่งของรถจีนในไทยไว้ได้อีกกี่เดือน

สรุปให้ฟังกันชัดๆ

เดือนสิงหาคม 2569 อาจเป็นแค่หนึ่งเดือนในปฏิทิน แต่สำหรับ OMODA & JAECOO มันคือหลักฐานว่าสูตรผสมระหว่าง “รถดี ราคาเหมาะ บริการอุ่นใจ” ยังคงเป็นสูตรที่ขายได้จริงในตลาดไทย ไม่ว่าจะเป็นแบรนด์เก่าแก่หรือน้องใหม่จากจีน แต่ในโลกที่ทุกค่ายรถจีนกำลังแข่งกันสุดฝีเท้าแบบนี้ การขึ้นเป็นเบอร์หนึ่งไม่ใช่เรื่องยาก — เรื่องยากกว่าคือการรักษาตำแหน่งนั้นไว้ให้ได้ในเดือนต่อๆ ไป

วงการยานยนต์ไม่เคยหยุดนิ่ง… และเราก็เช่นกัน


#OMODAJAECOO #JAECOO5EV #รถยนต์ไฟฟ้า #EVไทย #ยอดจดทะเบียนรถยนต์ #รถจีนในไทย #MadeInThailand #ตลาดรถยนต์ไทย #theChroniclesThailand

— The Chronicles —

🔵 Facebook → theChronicles.Autos&Sports 🎵 TikTok → @theChronicles.th 🌐 Website → thechronicles.in.th 🐦 X → @theChroniclesTH


หมายเหตุกองบรรณาธิการ: บทความนี้เรียบเรียงจากข่าวประชาสัมพันธ์ของ OMODA & JAECOO (ประเทศไทย) ลงวันที่ 7 กันยายน 2569 ประกอบกับข้อมูลยอดจดทะเบียนรถยนต์เดือนสิงหาคม 2569 และราคา/สเปกทางการของ JAECOO 5 EV จากแหล่งข่าวยานยนต์ที่อ้างอิงด้านล่าง ทั้งนี้ในถ้อยแถลงต้นฉบับไม่มีคำให้สัมภาษณ์จากผู้บริหารระดับสูงของบริษัทประกอบมาด้วย

อ้างอิง:

Exit mobile version