
โดย The Chronicles | Autos & Sports & Beyond



ถ้าคุณนึกถึงไทยในฐานะ “จุดหมายปลายทางด้านสุขภาพ” — คุณไม่ได้คิดคนเดียว และตลาดโลกก็กำลังคิดแบบเดียวกัน
ข้อมูลล่าสุดจาก Global Wellness Institute (GWI) เผยว่า Wellness Tourism ของไทยเติบโต 36.4% ต่อปี — เร็วกว่าค่าเฉลี่ยโลกถึง 3 เท่า และ ตลาด Wellness ไทยขยายตัวจาก 31.6 พันล้านเหรียญในปี 2022 สู่ 40.5 พันล้านเหรียญในปี 2023 ติดอันดับ 1 ของโลกในแง่การเติบโต
แต่ตัวเลขนั้นจะเพิ่มขึ้นได้อีกมาก ถ้าสองกระทรวงที่เพิ่งจับมือกันทำงานได้จริง
วันที่ 5 มิถุนายน 2569 กรมการท่องเที่ยว (กทท.) กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และ กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.) กระทรวงสาธารณสุข ร่วมลงนาม MOU ที่โรงแรม เดอะ สุโกศล กรุงเทพฯ — ประกาศยุทธศาสตร์ร่วมพัฒนา Wellness Tourism อย่างเป็นรูปธรรม


ทำไม MOU ครั้งนี้ถึงสำคัญ?
ในอดีต “ท่องเที่ยว” และ “สาธารณสุข” เป็นสองโลกที่แทบไม่คุยกัน — ฝั่งหนึ่งรับผิดชอบนักท่องเที่ยว อีกฝั่งดูแลมาตรฐานทางการแพทย์ แต่ไม่มีใครเชื่อมทั้งสองเข้าด้วยกันอย่างจริงจัง
ผลคือ Wellness Tourism ไทยโตบนจุดแข็งเดิมๆ — สปา นวดไทย รีสอร์ท — แต่ยังขาดการยกระดับให้มีมาตรฐานทางการแพทย์ที่ชัดเจน ซึ่งคือสิ่งที่นักท่องเที่ยวกำลังซื้อสูงจากยุโรป อเมริกา และตะวันออกกลางต้องการมากที่สุด
นายจาตุรนต์ ภักดีวานิช อธิบดีกรมการท่องเที่ยว กล่าวตรงถึงเป้าหมายว่า “หัวใจสำคัญของการร่วมมือครั้งนี้คือการร่วมมือกันพัฒนาและนำเอามาตรฐานความปลอดภัยทางการแพทย์มาร้อยเรียงเข้ากับเสน่ห์แห่งการบริการและซอฟต์พาวเวอร์ท่องเที่ยวไทย เพื่อส่งมอบประสบการณ์ที่ยอดเยี่ยม สร้างความเชื่อมั่นสูงสุดให้แก่นักท่องเที่ยว และขับเคลื่อนเศรษฐกิจการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพของประเทศให้เติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน”



4 เสาหลักที่จะเปลี่ยนเกม
ความร่วมมือครั้งนี้ครอบคลุม 4 มิติหลัก:
1. เจาะตลาดนักท่องเที่ยวคุณภาพสูง ไม่ใช่แค่เพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยว — แต่เน้น “คุณภาพ” โดยเฉพาะ กลุ่มที่ใช้จ่ายเฉลี่ย 1,668 เหรียญต่อทริป หรือมากกว่านักท่องเที่ยวทั่วไป 36%
2. ชูอัตลักษณ์ไทยผสานนวัตกรรม แพทย์แผนไทย สมุนไพร และภูมิปัญญาดั้งเดิม จะถูกยกระดับด้วยมาตรฐานวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ ไม่ใช่แค่ “ของดีดั้งเดิม” แต่คือ “ของดีที่พิสูจน์ได้”
3. เชื่อมฐานข้อมูลร่วม ทั้งสองหน่วยงานจะแชร์ข้อมูลพฤติกรรมนักท่องเที่ยวเพื่อวางแผนการตลาดแบบ Data-driven แทนการเดาตลาด
4. มาตรฐานความปลอดภัยทางการแพทย์ ผสานเกณฑ์ของ สบส. เข้ากับมาตรฐานการท่องเที่ยว บุคลากร และเส้นทางท่องเที่ยว — ทำให้ทุกจุดสัมผัสของนักท่องเที่ยวมีคุณภาพที่วัดได้
ตลาดโลกกำลังรอไทยอยู่ — และมันใหญ่มาก
ตลาด Wellness Tourism โลกมีมูลค่า 990.4 พันล้านเหรียญในปี 2025 และคาดว่าจะพุ่งสู่ 2.4 ล้านล้านเหรียญภายในปี 2035 ด้วยอัตราการเติบโต 9.3% ต่อปี
และ ตลาด Wellness Tourism เอเชียแปซิฟิกอยู่ที่ 187.78 พันล้านเหรียญในปี 2025 คาดว่าจะแตะ 290.40 พันล้านเหรียญในปี 2030
สำหรับไทยโดยเฉพาะ คาดว่าตลาด Wellness Tourism จะแตะ 91.4 พันล้านเหรียญภายในปี 2030 ด้วย CAGR สูงถึง 16.7% — ตัวเลขที่บอกว่าถ้าไทยเล่นไพ่ถูก ผลตอบแทนมหาศาลรออยู่
วิเคราะห์: ไทยแข่งกับใครในสนามนี้?
ไทยตั้งเป้าเป็น Top 5 Global Wellness Leader ภายในปี 2026 โดยแข่งขันกับสิงคโปร์ มาเลเซีย และอินโดนีเซียในฐานะ “Longevity Economy” ของเอเชีย
จุดแข็งของไทยที่คู่แข่งไม่มี: นวดไทย สมุนไพรพื้นบ้าน อาหารเพื่อสุขภาพ วัฒนธรรมทางจิตใจจากพุทธศาสนา และราคาที่ยังเข้าถึงได้กว่าสิงคโปร์หรือญี่ปุ่น
จุดอ่อนที่ยังต้องพัฒนา: มาตรฐานที่ไม่สม่ำเสมอ คุณภาพบริการที่แตกต่างกันมากระหว่างผู้ให้บริการ และการตลาดระดับโลกที่ยังไม่เข้มแข็งพอ
MOU ฉบับนี้กำลังแก้จุดอ่อนเหล่านั้นโดยตรง — ถ้าทำได้จริง
สรุป: ถูกเวลา ถูกทิศทาง แต่ต้องดูผลลัพธ์
โลก Wellness Tourism กำลังโตเร็วที่สุดในประวัติศาสตร์ ไทยมีทุกองค์ประกอบที่จะเป็นผู้นำ ทั้งวัฒนธรรม ธรรมชาติ บุคลากร และราคา
สิ่งที่ขาดมาตลอดคือ “ระบบ” ที่เชื่อมทุกอย่างเข้าด้วยกัน — และ MOU ฉบับนี้คือก้าวแรกในทิศทางนั้น
แต่อย่างที่รู้กัน — ลงนาม MOU กับ “ทำจริง” คือสองเรื่องที่ต้องรอดูกัน
วงการยานยนต์ไม่เคยหยุดนิ่ง… และเราก็เช่นกัน 🐯 — The Chronicles —
🔵 Facebook → theChronicles.Autos&Sports 🎵 TikTok → @theChronicles.th 🌐 Website → thechronicles.in.th 🐦 X → @theChroniclesTH






























