Home Auto News อินเด็กซ์ฯ จับมือ กรังด์ปรีซ์ฯ ตั้ง “IGP Global” ดันไทยสู่ ASEAN Mobility & Lifestyle Hub...

อินเด็กซ์ฯ จับมือ กรังด์ปรีซ์ฯ ตั้ง “IGP Global” ดันไทยสู่ ASEAN Mobility & Lifestyle Hub เปิดเวที Leadership Forum 2026

32
0
อินเด็กซ์ฯ ผนึกกำลัง กรังด์ปรีซ์ฯ ในนาม “IGP Global” เดินหน้าจัด Motion Expo เปิดเวทีเสวนา “Thailand Mobility & Lifestyle Leadership Forum 2026” ขับเคลื่อนไทยสู่ ASEAN Mobility & Lifestyle Hub

เรียบเรียงเขียนเรื่องโดย ธนคม — The Chronicles Thailand

ตลาด Mobility ในเอเชียมีประชากรรองรับกว่า 680 ล้านคน มีรถยนต์วิ่งอยู่บนถนนกว่า 250 ล้านคัน ขายรถใหม่ปีละกว่า 3 ล้านคัน และมีมูลค่าอุตสาหกรรมรวมทะลุ 200,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ตัวเลขขนาดนี้ไม่แปลกที่จะมีผู้เล่นรายใหญ่อยากกระโดดเข้าไปแย่งส่วนแบ่ง และล่าสุดสองยักษ์ใหญ่วงการอีเวนต์และสื่อยานยนต์ของไทยก็ตัดสินใจจับมือกันเพื่อชิงเค้กก้อนนี้อย่างเป็นทางการ

บริษัท อินเด็กซ์ ครีเอทีฟ วิลเลจ จำกัด (มหาชน) ร่วมกับ บริษัท กรังด์ปรีซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) ประกาศจัดตั้ง “IGP Global” แพลตฟอร์มอีเวนต์ระดับภูมิภาคด้าน Mobility & Lifestyle พร้อมเปิดตัวด้วยงานเสวนาใหญ่ “Thailand Mobility & Lifestyle Leadership Forum 2026” ภายใต้แนวคิด “Thailand 2035: ขับเคลื่อนประเทศไทยสู่ศูนย์กลางเศรษฐกิจ Mobility & Lifestyle แห่งอาเซียน” ซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันพุธที่ 9 กันยายนที่ผ่านมา ณ สำนักงานอินเด็กซ์ ครีเอทีฟ วิลเลจ ถนนสุขุมวิท 71

IGP Global คือใคร ทำไมสองยักษ์อีเวนต์ไทยต้องจับมือกัน

ถ้าดูจากพื้นเพของทั้งสองบริษัทแล้ว การจับมือครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ อินเด็กซ์ ครีเอทีฟ วิลเลจ คือหนึ่งในเจ้าพ่อวงการอีเวนต์และ Experience Marketing ของไทย ภายใต้การนำของ เกรียงไกร กาญจนะโภคิน ที่มีผลงานสร้างชื่ออย่าง Village of Illumination ที่สิงห์ปาร์ค เชียงราย และงานแสงไฟระดับประเทศอีกหลายงาน ส่วนกรังด์ปรีซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล คือผู้จัดงาน Bangkok International Motor Show มาตั้งแต่ปี 2522 และอยู่ในวงการยานยนต์และสื่อไทยมากว่า 5 ทศวรรษ

พูดง่ายๆ คือฝ่ายหนึ่งเก่งเรื่องสร้างประสบการณ์และไลฟ์สไตล์ให้คนอยากมาร่วมงาน อีกฝ่ายเก่งเรื่องเชื่อมโยงอุตสาหกรรมยานยนต์และเครือข่ายผู้ประกอบการ เมื่อรวมกันเป็น IGP Global จึงเกิดเป็นแพลตฟอร์มที่ไม่ได้ขายแค่ “งานมอเตอร์โชว์” แบบเดิม แต่ขยายไปครอบคลุมทั้ง Business, Technology, Investment และ Lifestyle ในเวทีเดียวกัน ตามเป้าหมายที่ระบุไว้ชัดเจนว่าต้องการสร้างระบบนิเวศเศรษฐกิจ Mobility รูปแบบใหม่ให้ประเทศไทย

เวทีเสวนาที่รวมทุกภาคส่วนไว้ในที่เดียว

ในงานเปิดตัวมี นายพีระพงศ์ เอี่ยมลำเนา นายอโณทัย เอี่ยมลำเนา และนายอาจิณเวท ยศวิริยะพาณิชย์ กรรมการบริหาร IGP Global ร่วมให้การต้อนรับแขกผู้มีเกียรติ โดยเวทีเสวนาครั้งนี้ครอบคลุมประเด็นตั้งแต่ Future Mobility, EV, AI, Smart City ไปจนถึงโครงสร้างพื้นฐานอัจฉริยะ ซึ่งเป็นการวางกรอบให้เห็นว่า IGP Global ไม่ได้มองแค่ตลาดรถยนต์อย่างเดียว แต่มองไปถึงการเชื่อมโยงเมือง เทคโนโลยี และวิถีชีวิตของคนเข้าด้วยกัน

“Connected Thailand” วิสัยทัศน์จากภาครัฐใน 4 มิติ

ไฮไลต์แรกของงานคือปาฐกถาพิเศษจาก ดร.ปัญญา ชูพานิช รองปลัดกระทรวงคมนาคม (หัวหน้ากลุ่มภารกิจด้านการขนส่ง) ในหัวข้อ “Connected Thailand: โครงสร้างพื้นฐานอัจฉริยะเพื่อเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตแห่งอนาคต” ซึ่งวางกรอบทิศทางการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานคมนาคมไว้ 4 มิติ ได้แก่ การเชื่อมคน การเชื่อมเศรษฐกิจ การเชื่อมข้อมูล และการเชื่อมอนาคต ครอบคลุมทั้งระบบราง รถไฟฟ้า ระบบขนส่งรอง ระบบตั๋วร่วม ท่าเรือ สนามบิน และโครงข่ายถนน พร้อมเตรียมความพร้อมรองรับเทคโนโลยีแห่งอนาคตอย่าง EV Ecosystem, Autonomous Vehicles และ Mobility as a Service (MaaS)

เป้าหมายที่วางไว้ฟังดูสวยงามคือให้ประชาชนทุกกลุ่มเข้าถึงระบบคมนาคมได้อย่างสะดวก ปลอดภัย เท่าเทียม และยั่งยืน แต่ก็ต้องยอมรับตรงๆ ว่าคำว่า “เชื่อมโยงทุกระบบเข้าด้วยกัน” เป็นโจทย์ที่ประเทศไทยพูดถึงมานานหลายปีแล้ว ความท้าทายจริงจึงไม่ได้อยู่ที่วิสัยทัศน์ แต่อยู่ที่การทำให้หน่วยงานต่างๆ ที่ดูแลระบบขนส่งคนละส่วนทำงานประสานกันได้จริงในทางปฏิบัติ

ตามด้วยปาฐกถาจาก นายศุภกิจ บุญศิริ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม ในหัวข้อ “Thailand’s Next Growth Engine: ขับเคลื่อนอุตสาหกรรมไทยสู่เศรษฐกิจ Mobility แห่งอนาคต” ซึ่งเสริมมุมมองจากฝั่งภาคอุตสาหกรรมการผลิตให้ครบทั้งสองด้านของสมการ ทั้งฝั่งโครงสร้างพื้นฐานและฝั่งซัพพลายเชนการผลิต

เสวนาหลัก รวมผู้เชี่ยวชาญจากหลายวงการ

ไฮไลต์ต่อมาคือการเสวนาหัวข้อ “Thailand 2035: ขับเคลื่อนประเทศไทยสู่ระบบนิเวศแห่งการเดินทาง การใช้ชีวิต และเมืองอัจฉริยะ” ที่รวบรวมมุมมองจากคนหลากหลายวงการมาไว้บนเวทีเดียวกัน ทั้ง ดร.นน อัครประเสริฐกุล จากสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล คุณสุโรจน์ แสงสนิท นายกสมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย (EVAT) ดร.ชวพล จริยาวิโรจน์ ประธานกรรมการผู้จัดการ หัวเว่ย เทคโนโลยี่ (ประเทศไทย) และคุณอนุพงศ์ ทะสดวก ซีอีโอ บริษัท สเกล จำกัด ดำเนินรายการโดยคุณธีรพล อำไพ

การที่มีทั้งตัวแทนภาครัฐด้านเศรษฐกิจดิจิทัล สมาคมรถ EV ผู้บริหารบริษัทเทคโนโลยีระดับโลกอย่าง Huawei และผู้บริหารบริษัทสตาร์ทอัพไทยมาอยู่บนเวทีเดียวกัน สะท้อนให้เห็นว่าโจทย์ “Mobility Economy” ในสายตาของผู้จัดงานไม่ใช่เรื่องของอุตสาหกรรมยานยนต์แคบๆ อีกต่อไป แต่เป็นจุดตัดระหว่างนโยบายรัฐ เทคโนโลยีต่างชาติ และสตาร์ทอัพไทยที่ต้องทำงานร่วมกัน

ตัวเลขที่พูดแทนความทะเยอทะยานของ IGP Global

สิ่งที่ทำให้ Forum ครั้งนี้ต่างจากงานเสวนาทั่วไปคือ IGP Global ไม่ได้พูดแค่วิสัยทัศน์ลอยๆ แต่วางเป้าหมายทางธุรกิจไว้ชัดเจน โดยตั้งเป้าผู้เข้าร่วมงานจากทั้งสองอีเวนต์เรือธงรวมกันราว 30,000 คน สร้างมูลค่าการหมุนเวียนทางเศรษฐกิจกว่า 200 ล้านบาท และคาดการณ์รายได้จากทั้งสองงานรวมกันราว 50 ล้านบาท

อีเวนต์เรือธงสองงานที่ว่านี้คืองาน “Hungry Highway” เทศกาลไบค์เกอร์และไรเดอร์ที่จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 6-8 พฤศจิกายน 2569 ที่ CDC เอกมัย-รามอินทรา และงาน “Motion Expo” งานแสดงนวัตกรรมระดับภูมิภาคที่จะจัดขึ้นวันที่ 25 เมษายน – 2 พฤษภาคม 2570 ที่อิมแพ็ค เอ็กซิบิชั่น ฮอลล์ 5 เมืองทองธานี ภายใต้แนวคิด “Your Gateway to Smart Movement” แบ่งเป็น 3 โซนหลัก คือ Future Mobility, Outdoor & Adventure Lifestyle และ Smart Living Technology พร้อมวางแผนขยายไปจัดในเมืองใหญ่อื่นๆ ทั่วอาเซียนในอนาคต

มองในมุม The Chronicles ไทยจะเปลี่ยนจาก Automotive Hub เป็น Mobility Economy ได้จริงไหม

คำถามที่น่าสนใจที่สุดจากงานนี้ไม่ใช่ว่า IGP Global จะจัดงานสำเร็จหรือไม่ เพราะทั้งสองบริษัทมีประสบการณ์จัดงานใหญ่มาแล้วนับสิบปี แต่คำถามที่ใหญ่กว่าคือ ประเทศไทยจะเปลี่ยนผ่านจากการเป็น “ฐานการผลิตรถยนต์” (Automotive Hub) ไปสู่การเป็น “ศูนย์กลางเศรษฐกิจการเดินทาง” (Mobility Economy) ได้จริงตามที่วางเป้าไว้หรือเปล่า

จุดแข็งของไทยคือโครงสร้างพื้นฐานการผลิตยานยนต์ที่สั่งสมมานานหลายสิบปี เป็นฐานการผลิตสำคัญของภูมิภาคจริง แต่จุดที่ต้องจับตาคือประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียนอย่างอินโดนีเซียและเวียดนามก็กำลังแข่งกันดึงดูดการลงทุนด้าน EV และแบตเตอรี่อย่างหนักเช่นกัน การจะก้าวขึ้นเป็น “ASEAN Mobility & Lifestyle Hub” ตามที่ตั้งเป้าไว้ จึงไม่ใช่แค่เรื่องของการจัดอีเวนต์ให้คนมาเดินดูรถหรือฟังเสวนา แต่ต้องอาศัยการแก้โจทย์เชิงโครงสร้างจริงๆ ทั้งเรื่องโครงข่ายชาร์จ EV ที่ยังไม่ครอบคลุมทั่วประเทศ กฎระเบียบที่จูงใจนักลงทุนต่างชาติ และการพัฒนาแรงงานให้ตามทันเทคโนโลยีใหม่

ในแง่นี้ Motion Expo และเวทีเสวนาแบบนี้จึงมีบทบาทเป็นเหมือน “พื้นที่กลาง” ที่ดึงคนจากทุกภาคส่วนมานั่งคุยกันในที่เดียว ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นที่จำเป็น แต่ก็ต้องยอมรับว่าระยะทางจากเวทีเสวนาไปถึงการเป็น “ศูนย์กลางเศรษฐกิจ Mobility แห่งอาเซียน” จริงนั้นยังอีกไกล และคงต้องใช้เวลาเป็นตัวพิสูจน์มากกว่าคำพูดในงานเปิดตัวเพียงงานเดียว

สรุปให้ฟังกันชัดๆ

การจับมือกันของอินเด็กซ์ ครีเอทีฟ วิลเลจ และกรังด์ปรีซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล ในนาม IGP Global ถือเป็นการรวมพลังของสองผู้เล่นที่แข็งแกร่งคนละด้านในวงการอีเวนต์ไทย เพื่อชิงส่วนแบ่งจากตลาด Mobility ระดับภูมิภาคที่มีมูลค่ามหาศาล เวทีเสวนาและงาน Motion Expo ที่จะตามมาในปี 2570 จะเป็นบทพิสูจน์แรกว่าวิสัยทัศน์ “Thailand 2035” ที่วางไว้ จะกลายเป็นความจริงได้มากน้อยแค่ไหน

วงการยานยนต์ไม่เคยหยุดนิ่ง… และเราก็เช่นกัน


#IGPGlobal #MotionExpo2027 #ASEANMobilityHub #ThailandMobility2035 #อินเด็กซ์ครีเอทีฟวิลเลจ #กรังด์ปรีซ์ #theChroniclesThailand

วงการยานยนต์ไม่เคยหยุดนิ่ง… และเราก็เช่นกัน — The Chronicles —

🔵 Facebook → theChronicles.Autos&Sports 🎵 TikTok → @theChronicles.th 🌐 Website → thechronicles.in.th 🐦 X → @theChroniclesTH


อ้างอิง:

LEAVE A REPLY

Please enter your comment!
Please enter your name here